อาการแพ้ฟิลเลอร์เกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่?

โพสโดย Admin วันที่ 31/01/2026

โปรเเกรมฟิลเลอร์ เป็นหนึ่งในหัตถการด้านความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากช่วยปรับรูปหน้า เติมเต็มร่องลึก และฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “แพ้ฟิลเลอร์” และเกิดความกังวลว่าอาการดังกล่าวคืออะไร อันตรายแค่ไหน และสามารถป้องกันได้หรือไม่?
บทความนี้จะอธิบาย อาการแพ้ฟิลเลอร์อย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย ลักษณะอาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง ไปจนถึงวิธีแก้ไขและการดูแลอย่างถูกต้อง

อาการแพ้ฟิลเลอร์คืออะไร?

อาการแพ้ฟิลเลอร์ คือ การตอบสนองผิดปกติของร่างกายต่อสารที่ถูกเติมเข้าไป โดยระบบภูมิคุ้มกันมองว่าสารนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง คัน หรือในบางรายอาจรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อน
โดยปกติ ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานในปัจจุบันมักผลิตจาก Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ จึงมีโอกาสแพ้ต่ำมาก แต่ “การแพ้ฟิลเลอร์” ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ได้ขึ้นกับตัวยาเพียงอย่างเดียว

อาการบวมหลังทําโปรเเกรมฟิลเลอร์ ใช่อาการแพ้ฟิลเลอร์หรือไม่?

หลายคนมักกังวลว่า อาการบวมหลังทําโปรเเกรมฟิลเลอร์ จะถือเป็นอาการแพ้หรือไม่? ความจริงแล้วอาการบวมหลังจากทําโปรเเกรมฟิลเลอร์ สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าแพ้ฟิลเลอร์เสมอไป สาเหตุหลักมาจากการกระทบเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนอง เพื่อซ่อมแซมบริเวณที่ถูกกระทบ จึงเกิดอาการบวมขึ้นโดยทั่วไป

  • อาการบวมจะชัดในช่วง 2–3 วันแรก
  • และจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน ประมาณ 7–14 วัน

หากเป็นอาการบวมปกติจะไม่เจ็บรุนแรง ไม่แดงร้อนผิดปกติ และไม่มีอาการอื่นร่วม อาการสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม แต่หากมีอาการบวมมากขึ้นเรื่อยๆ เจ็บผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด

อาการแพ้ฟิลเลอร์ แบ่งได้กี่ประเภท?

อาการแพ้ฟิลเลอร์สามารถเกิดขึ้นได้แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เทคนิคทางการเเพทย์ และคุณภาพของฟิลเลอร์ที่ใช้ ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเฉียบพลัน และ อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเรื้อรัง
1.อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเฉียบพลัน (มักเกิดภายใน 24–72 ชั่วโมงหลังทําหัตถการ)
อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเฉียบพลันมักเกิดจากการอักเสบเฉียบพลันของเนื้อเยื่อ หรือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารฟิลเลอร์ในระยะแรก โดยอาการที่ควรสังเกตเป็นพิเศษ ได้แก่
1.1 บวม แดง ร้อน บริเวณที่ฉีดมากผิดปกติ
แตกต่างจากอาการบวมทั่วไปหลังจากทำโปรเเกมฟิลเลอร์ ซึ่งควรค่อย ๆ ลดลง หากอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่ยุบ ควรพบแพทย์ทันที
1.2 คัน แสบ หรือระคายเคืองผิว
เป็นสัญญาณของการตอบสนองของผิวหนังต่อสารในฟิลเลอร์ หรือสารประกอบบางชนิด
1.3 ผื่น หรือสีผิวเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
อาจเกิดจากการแพ้ในระดับผิวหนัง หรือจากการกระทบกระเทือนของเส้นเลือดฝอยระหว่างการทําหัตถการ
1.4 อาการแพ้รุนแรง เช่น วิงเวียน แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก
เข้าข่ายภาวะแพ้ขั้นรุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งพบได้น้อย แต่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

2.อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเรื้อรัง (อาจเกิดหลังทำโปรแกรมมฟิลเลอร์มาแล้วหลายวัน–หลายสัปดาห์)
อาการแพ้ฟิลเลอร์แบบเรื้อรังมักเกิดจากการที่ร่างกายยังคงมีปฏิกิริยาต่อสารฟิลเลอร์ที่อยู่ใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง อาการเหล่านี้อาจไม่แสดงออกทันที แต่ส่งผลในระยะยาว
2.1 มีก้อนแข็ง หรือเนื้อนูนใต้ผิวหนัง
เกิดจากฟิลเลอร์ไม่สลายตัวตามปกติ หรือร่างกายสร้างพังผืดห่อหุ้มสารแปลกปลอม
2.2 อักเสบเป็น ๆ หาย ๆ
มีอาการบวมแดงซ้ำโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน แสดงถึงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในระยะยาว
2.3 รู้สึกตึงหรือเจ็บเมื่อสัมผัสบริเวณที่ทําโปรเเกรมฟิลเลอร์
อาจเกิดจากพังผืดที่จับตัว หรือการกดทับเนื้อเยื่อและเส้นประสาทใกล้เคียง

หมายเหตุ : แม้ว่าอาการแพ้ฟิลเลอร์จะพบได้ไม่บ่อย โดยมีรายงานพบประมาณ 1–3% ของผู้ใช้บริการโปรเเกรมฟิลเลอร์ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์ ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา แพ้สารเคมี หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน และแพทย์ที่มีประสบการณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์ได้

สาเหตุของการแพ้ฟิลเลอร์ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

การแพ้ฟิลเลอร์สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลร่วมกันของ คุณภาพของฟิลเลอร์ เทคนิคการเติมฟิลเลอร์ ลักษณะร่างกายของผู้รับบริการ และการดูแลหลังทำโปรเเกรมฟิลเลอร์ โดยสาเหตุที่พบบ่อยสามารถสรุปได้ดังนี้

  1. คุณภาพและมาตรฐานของฟิลเลอร์
    ฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อให้เกิดอาการแพ้และการอักเสบ เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนของสารแปลกปลอม หรือใช้วัตถุดิบที่ไม่บริสุทธิ์ นอกจากนี้ ฟิลเลอร์บางชนิดอาจมีสารเติมแต่งหรือสารกันเสียที่ร่างกายไม่สามารถยอมรับได้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้หลังการทําหัตถการ
  2. การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในแต่ละบุคคล
    ผู้รับบริการบางรายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสิ่งแปลกปลอมมากกว่าปกติ ร่างกายอาจมองว่าสารฟิลเลอร์เป็นสิ่งแปลกปลอมและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ การบวม หรือการสร้างพังผืดห่อหุ้มฟิลเลอร์ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา แพ้สารเคมี หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน จึงมีความเสี่ยงต่อการแพ้ฟิลเลอร์มากกว่าคนทั่วไป
  3. เทคนิคและความชำนาญในการเติมฟิลเลอร์
    การเติมฟิลเลอร์ที่ไม่ถูกต้อง เช่น การเติมผิดชั้นผิว ใช้แรงดันสูงเกินไป หรือเติมในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม อาจกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ นอกจากนี้ หากขั้นตอนการทำหัตถการไม่เป็นไปตามมาตรฐานความสะอาด อาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรค ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและอาการอักเสบตามมา ซึ่งบางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการแพ้ฟิลเลอร์
  4. ประเภทของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้
    ฟิลเลอร์แต่ละประเภทมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ฟิลเลอร์ถาวร เช่น ซิลิโคนเหลว มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการแพ้ การอักเสบเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถสลายออกจากร่างกายได้ ในขณะที่ฟิลเลอร์ชนิดชั่วคราว เช่น ฟิลเลอร์ที่ผลิตจากกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) มีความปลอดภัยสูงกว่าและสามารถสลายได้เอง แต่ก็ยังอาจเกิดอาการแพ้ได้ในบางราย
  5. การดูแลหลังทำหัตถการโปรแกรมฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสม
    การดูแลตัวเองหลังเติมฟิลเลอร์มีผลต่อการเกิดอาการอักเสบ หากมีการกด นวด หรือสัมผัสบริเวณที่ทํามากเกินไป อาจทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนตัวหรือเกิดการอักเสบได้ รวมถึงการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด หรืออาหารเสริมบางประเภท อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำ บวม และการอักเสบหลังทําหัตถการ

ฟิลเลอร์ปลอม vs ฟิลเลอร์ของแท้ ต่างกันอย่างไร?

วิธีรักษาและการดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการแพ้ฟิลเลอร์

หากหลังทําโปรแกรมฟิลเลอร์มีอาการบวม แดง หรืออักเสบมากกว่าปกติ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างถูกต้อง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบหรือยาแก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการและติดตามผลอย่างใกล้ชิด
ในกรณีที่มีอาการผิดปกติชัดเจน เช่น บวมแดงรุนแรง แสบร้อน ผิวหนังเปลี่ยนสี มีรอยช้ำมาก หรือตุ่มหนอง อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือการแพ้ฟิลเลอร์ ควรเข้ารับการรักษาทันที โดยบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาสลายฟิลเลอร์ ซึ่งสามารถทำได้เฉพาะฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid (HA) เท่านั้น การรีบพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้

179/3 ซอย วิภาวดี16/17 แขวงดินแดง
เขตดินแดง กทม. 10400
เปิดบริการ : 11.00-20.00 น. ( หยุดทุกวันพุธ )
โทรศัพท์ : 02-0023121 , 063-2629292
ติดตามเราได้ที่

ปรึกษาฟรี

แอดมินพร้อมให้บริการ

ปรึกษาฟรี

แอดมินพร้อมให้บริการ
cross